Movies

Iron Man [2013] : บทสรุปของมนุษย์เกราะเหล็ก สู่ปฐมบทครั้งใหม่ของ The Avengers 2

ironman3imaxrelease

คงไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ว่า ภาพยนตร์ที่กำลังเป็นกระแสและอยู่ในความสนใจของใครหลายคนในวันนี้ ชั่วโมงนี้ นาทีนี้ และวินาทีนี้ ย่อมจะต้องเป็น Iron Man 3 ซึ่งจะเป็น Movies Blogbuster อีกเรื่องหนึ่ง

ซึ่งทีมงานภาพ-พา-ยล ก็ไม่พลาดที่ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดมุมมองของหนังเรื่องนี้ โดยในความคิดของทีมงานมองตรงกันว่า ในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ มุมมองต่อหนังของคนดูหนังย่อมไม่เหมือนกัน ไม่ตรงกัน นั่นจึงทำให้ทีมงานตัดสินใจว่า รีวิว Iron Man 3 นี้ เราจะนำเสนอมุมมองที่เรามีแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้

c2f2aab200daf0356db703fa3cfb6207เริ่มที่ Melody_18  (อ่านรีวิวก่อนหน้านี้)

ซุปเปอร์ฮีโร่กับเด็กผู้ชายมันเป็นอะไรที่เกิดมาคู่กันอย่างมาก โดยส่วนตัวแม้ว่าจะชอบซุปเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC มากกว่า แต่ก็ไม่เคยเดียจฉันท์ที่จะเสพย์ผลงานของค่าย Marvel ซึ่งถ้าว่ากันแบบเน้นๆ เนื้อๆ ผลงานของค่าย Marvel ฉบับภาพยนตร์เป็นอะไรที่จับต้องได้มากกว่าฝั่ง DC ที่ออกแนวลูกผีลูกคน มีเพียงแค่ Batman ฉบับ Chris Nolan เท่านั้นที่ขายได้และมันยอดเยี่ยมจริง

ส่วน Iron Man ที่ดำเนินมาถึงภาคที่ 3 ยอมรับจากใจเลยว่า เคยดูเฉพาะภาค  1 เพียงภาคเดียวเท่านั้น แต่พอดูจบภาค 3 กลับบ้านก็หยิบภาค 2 มาดูต่อเลย มันเลยเป็นการเรียงลำดับจาก 1>3>2 ซะอย่างงั้น

ซึ่งถ้าให้เรียงตามความสนุก ผมว่า ภาคที่ 1 สนุกที่สุด รองลงมาก็ตามที่เขียนไว้ในบรรทัดที่แล้ว

สำหรับ Iron Man 3 ในฐานะที่ดูภาพยนตร์มากพอประมาณหนึ่ง ต้องบอกว่า เรื่องนี้ทำได้ ‘สูงกว่า’ มาตรฐานของหนังแอคชันทั่วไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น การดำเนินเรื่องของหนัง บท จังหวะต่างๆ ของหนังค่อนข้างเป็นไปตามแบบฉบับของหนังแอคชันมากเกินไป ถ้าจะเรียกให้หรูเรียกว่า ‘สร้างหนังตามตำรา’ เพราะตัวหนังยังไม่สามารถพาตัวเองหลุดออกจากกรอบจากการเป็นหนังแอคชันได้เลย

ผมเข้าใจนะว่า ผู้กำกับ Shane Black พยายามทำให้คนทุกวัยสามารถดูหนังเรีื่องนี้ได้อย่างสบายใจ จุดเด่นของหนังอยู่ที่สร้างมุขชวนหัว ชวนหัวเราะ แก่ผู้ชม เผลอๆ ถ้าไม่มีฉากแอคชันผมอาจแอบคิดไปแล้วว่า Iron Man 3 มันคือหนังแอคชันสไตล์ Marvel เลยก็ได้

Iron-Man-3

พูดถึงเรื่องการแสดง ผมชอบ Robert Downey Jr. นะ เพราะทุกอย่างที่เขาเป็นในตัว Mr. Stark ถือว่าสมบูรณ์แบบ คนดูสามารถดูแล้วเชื่อได้ว่า หมอนี่เพลย์บอย หมอนี่มันเพี้ยน แต่ในทางกลับกันยามที่ Tony Stark เอาจริง การแสดงของ Robert Downey Jr. ก็ชวนให้เราคิดเช่นนั้นเหมือนกัน

นอกเหนือจากนั้นแล้ว ถือว่าหนัง Iron Man 3 ทำได้เพียงแค่รักษามาตรฐานไว้ได้เท่านั้น

ผมไม่เถียงว่า Iron Man 3 คือ หนังแอคชันที่ดูสนุก บู๊มันส์ แต่ทว่ากลับมีฉากที่ทำให้คนดูอย่างผมรู้สึกถึงอาการตื่นเต้น ลุ้นจนสารอะดรีนารีนต้องหลั่งปรี๊ดๆ ออกมาอยู่เพียงไม่กี่ฉาก ซึ่งแตกต่างจากหนังที่มีความคล้ายคลึงกันที่ผมเพิ่งดูเมื่อเร็วๆ นี้อย่าง Olympus Has Fallen ซึ่งเรื่องนี้ผมมองว่า ‘มันครบกว่า’ ถึงแม้ว่า Iron Man 3 จะมีฉากหักมุม (ที่เดาไม่ยาก) อยู่ก็ตาม

เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ทำให้ผมไม่รู้สึกว่า Iron Man 3 เป็นหนังที่สุดยอดเหมือนที่ใครหลายคนมอง นั่นคือ ตัวร้าย Aldrich Killian

ก่อนอื่นเลยผมไม่ได้จะกล่าวโทษการแสดงของ Guy Pearce เพียงแต่ว่าบทของเขากลับถูกเขียนได้ไม่ดีพอ รูปแบบกระบวนการคิด แรงจูงใจ สาเหตุและปัญหาที่ทำให้ Aldrich Killian ต้องออกมาทำลายล้างสหรัฐอเมริกา มันช่างเหมือนกับตัวละครที่เป็นวายร้ายของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดยุค 70s

ถ้าคุณลองหาหนังแอคชันของช่วงเวลานั้นมาดู คุณอาจคิดแบบผมเลยก็ได้ว่า Aldrich Killian เป็นตัวละครฝั่งผู้ร้ายที่แก่คร่ำครึเกินไป ที่จะมาอยู่ในหนังยุคใหม่อย่าง Iron Man 

ซึ่งถ้าบทของ  Aldrich Killian แน่นกว่านี้ มีเหตุจูงใจ ที่ชัดกว่านี้ มันก็คงจะทำให้หนังเรื่องนี้ดูไม่แบนราบเรียบ ทั้งหมดนี้เลยทำให้ Iron Man 3 ไม่ได้ใจผมสักเท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่า เชียร์ให้ไปดูไหม ก็คงบอกว่า มันคงเป็นหนังน่าสนใจที่สุดในช่วงรอบสัปดาห์นี้ที่เหลืออยู่

อ้อ อย่าลืมดู End Credit ด้วยนะ เพราะจะเกี่ยวโยงไปถึงตัวละครถัดไป และเชื่อมโยงไปยัง Avenger 2

f40f0dd5fa03c7ccc57960410dddce97

สำหรับผม @MZWN (รีวิวของ MZWN) ขอออกตัวว่าเห็นด้วยกับมุมมองในภาพรวมที่ได้เกริ่นมาแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสไตล์ของโทนี่ สตาร์ค (Robert Downey Jr.) ที่เท่เซอร์ จีเนียส และกวนได้สมบทบาท เป็นผลให้คิดไปได้ว่า โทนี่ สตาร์ค หรือเชอร์ล็อค โฮล์มส์ จะเป็นใครได้อีกนอกจากโรเบิร์ต ดาวน์นี่ จูเนียร์ส

ส่วนบทตัวร้ายอย่างคิลเลี่ยน (Guy Pearce) แม้จะดูฉลาดน้อยไปนิด แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานและความฝันอันสุดโต่ง แต่บทในภาพรวมกลับก็ไม่ได้เสริมบุคลิกและตัวตนของคิลเลี่ยนให้ดูดุเด็ด มีปม หรือโรคจิตสักเท่าไร เรียกได้ว่าบทบางเบาจนเหมือนว่ามันเป็นเป็ด ที่ว่ายน้ำก็ไม่เก่งเหมือนปลา และบินไม่ได้เหมือนนก ทำอะไรครึ่งๆกลางๆ และไม่ส่งผลกับการสร้างความกดดันให้เนื้อเรื่องอย่างที่ควรจะเป็น แค่ออกมาโชว์พลังและปั่นป่วนเรื่องให้น่ารำคาญได้ก็เท่านั้น

ในฐานะที่ได้มีโอกาสมาเขียนรีวิวเพิ่มเติม ผมจึงขอเสริมประเด็นในมุมมองส่วนตัว ดังนี้

comic-con-2012-iron-man-3-armor-booth-1

ส่วนแรกคือจังหวะการดำเนินเรื่องที่แปลกออกไปจากภาคก่อนๆ กล่าวคือ iron man ทั้งภาคแรกและภาคสองนั้น อาจจะเดินเรื่องแค่เพียงในเมืองหรือในกรอบสี่เหลี่ยมที่กำหนดโครงเรื่องเอาไว้เท่านั้น แต่ภาคสามนี้ มีการเดินเรื่องแบบการกระจายตัวที่จะจับแยกตัวละครหลักออกไปทุกทิศทุกทาง เพื่อสามารถเล่นกับจังหวะเวลาและเพื่อสร้างความกดดันทางด้านความน่าติดตามได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การวางโครงเรื่องแบบกระจายตัวนั้นมีจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง เพราะหากออกแบบบทและตัวละครไม่ดี จะทำให้เรื่องไม่น่าติดตาม ตกท้องช้างและรู้สึกแกว่ง เงิบงาบได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่า iron man3 แสดงออกมาในด้านของจุดอ่อนมากกว่า

เมื่อบทอ่อนแอและตัวละครแต่ละตัวต้องกระจายออกไปทุกทิศทาง ส่วนที่จะเข้ามาเสริมความน่าสนใจให้ตัวละครแต่ละตัวนั้น จะเป็นบทบาทของตัวประกอบที่จะเข้ามาประกบตัวละครหลัก อย่างเช่น โทนี่ สตาร์ค จะได้เด็กน้อยแฮรี่ (Ty Simpkins) หนุ่มนักประดิษฐ์ช่างจินตนาการเข้ามาร่วมเดินทางด้วย ซึ่งช่วยทำให้บรรยากาศหนังในช่วงนี้รู้สึกผ่อนคลายและยิ้มได้ง่ายขึ้น หลังจากที่ช่วงแรกออกแนวตึงๆ ทั้งกับบทพูดและฉากแอคชั่นถล่มทลาย

สำหรับผม แฮรี่เป็นบทเด็กน้อยที่น่ารักและทำออกมาได้ดี แต่เพียงแค่เสียดายว่าหนังไม่ได้หยิบแฮรี่ไปต่อยอดอะไรให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เหมือนแค่มาพบเจอกันแค่ช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็ต้องจากกันก็เท่านั้นเอง ซึ่งแม้โดยรวมไม่ได้แย่ แต่แค่อยากให้มีอะไรมากกว่านี้

สำหรับตัวประกอบอีกคน คือทางฝั่งของเปปเปอร์ (Gwyneth Paltrow) แฟนสาวของโทนี่ ที่ต้องกระเด็นกระดอนแยกทางออกไปอยู่กับตัวประกอบสาวอย่างมายา (Rebecca Hall) ซึ่งเป็นอดีตแฟนสาวของโทนี่ สตาร์ค โดยในส่วนนี้ทำให้รู้สึกได้เพียงว่า เอ้อ เปปเปอร์ยังมีตัวตนมีบทพูดให้เกิดความน่าสนใจได้บ้างเท่านั้น แต่แบบไม่รู้ก็ได้มั้ง เป็นเหมือนช่วงบทที่ช่วยฆ่าเวลามากกว่า

Iron-Man-33

และการล่อลวงเปปเปอร์ของมายาก็ผูกไปยังการถูกจับเป็นตัวประกันให้ Iron Man เข้ามาช่วยเหลือในตอนท้าย เป็นไงล่ะ บทเดาง่ายกลายเป็นหนังแอคชั่นแบบตลาดย้อนยุคสุดๆ ไปเลย แล้วบทอ่อนๆของมายาก็ถูกตัดฉึบหายไปกับกลีบเมฆ (อีกแล้ว)

ตัวประกอบสำคัญที่สุดอีกคนหนึ่งคือแมนดาริน (Ben Kingsley) ที่ทำ look ออกมาได้น่าเกรงขามและดูดีมาก ทั้งสีหน้าแววตาที่ดุดัน อีกทั้งพลังของเขาที่ส่งมาจาก trailer ก็ติดตาม ตรึงใจ เพื่อให้เราเข้าไปพิสูจน์ได้ว่า เขาจะมาไม้ไหน เขามีแผนการอะไร และเขาใช้พลังพิเศษอะไรหรือเปล่า คือก็คาดหวังกันไปไกลล่ะนะ เพราะแต่ละภาค ศัตรูมันก็เก่งขึ้น.. แล้วเป็นไงล่ะ เมื่อรู้จักตัวตนจริงๆ ของแมนดารินแล้ว ก็รู้สึกโหวงเหวงผิดหวังกันไปตามระเบียบ

ตัวประกอบตัวสุดท้าย บอดี้การ์ดของโทนี่ สตาร์ค ชื่อว่าแฮปปี้ (Jon Favreau) ซึ่งดูเหมือนจะทำออกมาได้ดีที่สุดหากเปรียบเทียบกับตัวประกอบทั้ง 3ตัวข้างต้น เพราะถือเป็นการกลับมาสร้างสีสันของเขาอีกครั้ง หลังจากที่เราพบเจอเขาใน Iron Man ภาคก่อนหน้านี้

บุคลิกและความเป็นแฮปปี้นั้นออกจะเอ๋อๆ เปิ่นๆ ไปสักนิดแต่นั่นก็เป็นธรรมชาติของเขา ที่แสดงออกมาได้น่ารักสมจริง และด้วยความที่มีปมผูกเข้ากับแฮปปี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่มีเหตุผลส่งเสริมให้โทนี่ สตาร์ค ต้องออกรบเพื่อกำจัดคิลเลี่ยนอย่างจริงจัง

สุดท้ายจังหวะผูกเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน จากทั้งองค์ประกอบต่างๆ ที่หนังได้ปูไว้ ควบรวมเข้ากับตัวละครหลายๆตัวที่วางไว้ตลอดทั้งเรื่องก็ดูเหมือนบทจะเบาบางไปซะทุกคน เรียกได้ว่า ออกมาคนละนิด คนละหน่อยแล้วก็หายไป ทำให้หนังไม่เข้มข้น ไม่ชวนติดตาม และเหมือนพยายามเน้นเป็นฉากๆ มากกว่าที่จะสร้างให้เรื่องมีความเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เหมือนโดนปลดกลางอากาศให้ความรู้สึกว่าบทอ่อนยวบมาก

แถมปัจจัยที่เป็นจุดแข็งที่วางบทแบบกระจายตัว เพื่อให้หนังสามารถเล่นกับเวลาในการไล่ล่าได้เข้มข้น น่าสนใจ บีบคั้นมากขึ้น ก็ทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เราแค่รู้สึกไม่เชื่อในระยะทาง ไม่ตื่นเต้นกับระยะห่าง และเมื่อเขาทำได้สำเร็จก็แค่รู้สึก อะฮะ อืมๆ เท่านั้น

ซึ่งสำหรับผมถือว่าไม่ว้าวและผิดคาดไปสักเล็กน้อยกับการชม iron man3 ในปีนี้ แต่หากมองหามุมน่าประทับใจก็อาจจะมีบ้าง ในจุดเล็กๆ อย่างเช่น เราเหมือนได้กลับไปโบกมือทักทาย Iron Man ให้หายคิดถึงหลังจากห่างหายไป 3 ปี เราไปดูความเป็นเขาที่ยังดี ที่ยังรักษาสไตล์และมาตรฐานของความเป็น Iron Manไว้ได้อย่างพอหอมปากหอมคอ และที่ขาดไม่ได้คงเป็นมุกขบขันที่พยายามหยอดให้เราเกิดรอยยิ้มกับมาดกวนๆของโทนี่ สตาร์คได้ตลอดทั้งเรื่อง พร้อมกับฉากแอคชั่นที่ออกแบบมาได้เนี๊ยบเท่จนต้องยกนิ้วให้

เรียกได้ว่า หากใครเคยชมภาคก่อนๆ แล้ว คุณจะได้พบเห็นเขาอีกครั้งให้หายคิดถึง ส่วนใครที่ยังไม่เคยชมก็ตีตั๋วไปทำความรู้จักโทนี่ สตาร์คในมาด Iron Man ได้ครับ แล้วคุณจะรู้ว่าฮีโร่ที่ผู้คนหลายล้านคนรักอย่าง Iron Man นั้นเท่และน่ารักขนาดไหน

ขอเพิ่มเติมเล็กน้อยกับกิมมิกเล็กๆในหนัง ว่าแฮปปี้บอดี้การ์ดอันดับหนึ่งของโทนี่ สตาร์ค เจ้าของสตาร์ค อินดัสที่ ยังใช้ iPad รุ่นแรกอยู่เลยนะ
และในเชิงของสถิติการเปิดตัวฉาย Iron Man ในวันแรก 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำรายได้ไปกว่า 47 ล้านบาทในวันเดียว ถือว่าทุบทุกสถิติของการทำเงินในประเทศไทยกันเลย

mzwn

ตาดู หูฟัง สมองคิด จิตใจเบิกบาน

More Posts

Follow Me:
Twitter



One Response to “Iron Man [2013] : บทสรุปของมนุษย์เกราะเหล็ก สู่ปฐมบทครั้งใหม่ของ The Avengers 2”

  1. [...] ที่เรามีทั้ง พี่มาก..พระโขนง, Iron man 3, The great gatsby, Fast Furious 6 และ Now You See Me [...]

Leave a Reply